MagGang.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานของคุณ อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

"ตำนานหั่นศพยัดถัง ยุคบุกเบิก"

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561 - 07:02 น.
AA 65

ใครจะคิดว่า ผ่านมากี่ยุค กี่สมัย การฆาตรกรรมแบบฆ่าหั่นศพก็ยังมีมาเรื่อย ๆ ซึ่งล่าสุดที่ศาลตัดสิ้นไป ก็คดีเปรี้ยวฆ่าหั่นศพ แต่ถ้าเรานั่งย้อนกลับไปดูข่าวเก่า ๆ เกือบประมาณ 20 ปี ที่ผ่านมา ก็มีเหตุการณ์หนึ่ง ที่ไม่สามารถการันตีเด่นชัดได้ว่าเป็นคดีแรก ๆ ของฆ่าหั่นศพและอำพรางศพเลยไหม โดยคนที่ทันสมัยนั้นส่วนใหญ่จะเรียกคดีนี้ว่า "ตำนานหั่นศพยัดถัง ยุคบุกเบิก"





ใครเลยจะคิดว่าทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น แบ่งซอยเป็นห้องเล็กๆ ให้เช่า เลขที่ 628/41 ซอยบุญพงศา 1 ตรงข้ามห้างสรรพสินค้าพาต้า ปิ่นเกล้า แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กทม.จะเป็นสุสานของ "เสาวรส บุพนานนท์" อยู่นานกว่า 3 ปี ทั้งที่ภายในบ้านมีผู้เช่าอาศัยอยู่ไม่เคยว่างเว้น กระทั่งสองพี่น้องวัยเรียนคู่หนึ่งไปพบศพโดยบังเอิญ 

"สมภพ กับ ธรสถิต เอี่ยมอุดม" สองพี่น้องวัย 18 และ 14 ปี ต้องทนสูดดมกลิ่นเน่าเหม็นจากซากศพอยู่นานนับเดือน หลังจากเช่าห้องพักเลขที่ 2 ชั้น 2 ของทาวน์เฮ้าส์เป็นที่พักระหว่างการศึกษาเล่าเรียนอยู่ในเมืองหลวง

ทั้งสองพยายามเสาะหาที่มาของกลิ่นก็ไม่พบ กระทั่งเช้ามืดวันที่ 19 กันยายน 2534 กลิ่นเน่าเหม็นตลบอบอวนจนนั่งไม่ติด สองพี่น้องจึงช่วยกันค้นหาอีกครั้ง กระทั่งมาสะดุดตรงหน้าประตูห้องเช่าเลขที่ 3 ถัดจากห้องเขาออกไปเพียงผนังกั้น โดยห้องนี้ถูกปิดตายมาตั้งแต่แรกที่เด็กหนุ่มเข้าพัก กลิ่นโชยออกมาตามรอยแตกกรอบประตู ทำให้รู้ได้ทันทีว่าต้นตอของกลิ่นมาจากห้องนี้อย่างแน่นอน สองพี่น้องตัดสินใจงัดประตูเข้าไปกลิ่นเหม็นโชยมาปะทะใบหน้าจนต้องเบือนหนี





เมื่อตรวจสอบหาที่มาก็พบว่ามาจากถังน้ำพลาสติกสีดำขนาดใหญ่มุมห้อง ทันทีที่ฝาถูกเปิดออก กระดูกมนุษย์ที่ถูกตัดเป็นท่อนๆ ก็ลอยพ้นน้ำสีเข้มส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ เมื่อควบคุมสติได้แล้ว สมภพและธรสถิตจึงวิ่งไปบอกผู้จัดการบริษัทเฟิร์สการ์ดซิสเต็มไฟเออร์ จำกัด แล้วประสานไปยัง ร.ต.อ.นนท์ นุ่มบุญนำ ร้อยเวร สน.บางยี่ขัน เดินทางมาตรวจสอบ พร้อมด้วย พล.ต.ต.บุญชอบ พุ่มวิจิตร ผู้บังคับการตำรวจนครบาลธนบุรี พ.ต.ท.เสนาะ อ่อนศรี และ พ.ต.ท.ประพนธ์ แกลโกศล

ถังน้ำขนาดใหญ่ถูกลำเลียงลงมาชั้นล่าง จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าภายในมีชิ้นส่วนมนุษย์ถูกหั่นแบ่งเป็น 9 ท่อน ตั้งแต่ศีรษะไล่ลงไปจรดปลายเท้า เหลือเพียงเศษหนังแห้งกรังหุ้มกระดูก

ตำรวจตรวจค้นห้องเช่าเลขที่ 3 อย่างละเอียดพบจดหมายเขียนด้วยลายมือ มีข้อความลักษณะคล้ายหนังสือสัญญา ทำขึ้นระหว่างสามีและภรรยา จับใจความได้ว่า ภรรยาต้องเลิกพฤติกรรมเจ้าชู้ !?!
พ.ต.ท.ประพนธ์ พร้อมด้วย พ.ต.ท.เสนาะ ได้รับมอบหมายให้ทำคดี จากการตรวจสอบพบว่าเดิมทาวน์เฮ้าส์เป็นบ้านของ พ.อ.สุทัศน์ วงศ์บุญมาก นายทหารวัยใกล้เกษียณ บก.สส. ซึ่งได้ย้ายออกไปนานแล้ว และแบ่งซอยเป็นห้องเล็กๆ ให้คนเช่า พนักงานสอบสวนจึงเชิญ พ.อ.สุทัศน์ มาให้ข้อมูลจึงทราบว่าห้องหมายเลข 3 มี "ปรีชา ฉัตรชัยสกุล" วัย 39 ปี พนักงานขายประกัน บริษัทประกันชีวิตชื่อดังแห่งหนึ่ง เช่าอาศัยอยู่กับครอบครัวมานานหลายปี





ปรีชาเช่าห้องอยู่กับ "เทียมตา ปัญจบุรี" ภรรยาวัย 37 ปี และบุตรสาวอีก 2 คนมานานหลายปี ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ยึดอาชีพขายโจ๊กกับต้มเลือดหมูอยู่ริมฟุตบาทตรงข้ามห้างสรรพสินค้าพาต้า ปิ่นเกล้า กระทั่งปลายปี 2531 ปรีชาได้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น เลิกขายโจ๊กหันไปยึดอาชีพนายหน้าขายประกันชีวิตแทน ส่วนเทียมตาไม่มีใครพบเห็นอีก

แม้จะย้ายออกไปแล้ว แต่ปรีชาก็เช่าห้องไว้ โดยจะนำเงินค่าเช่าไปจ่ายให้เจ้าของบ้านเป็นประจำทุกๆ 3 เดือน เจ้าของบ้านคิดว่าเช่าไว้เก็บสิ่งของ จึงไม่ได้สนใจตรวจสอบ

หลังจากทราบข้อมูลตำรวจสันนิษฐานว่า ศพที่พบอาจจะเป็นเทียมตา เนื่องจากการสอบปากคำเพื่อนบ้านใกล้เคียงทราบว่า ก่อนจะหายตัวไปสองสามีภรรยามีเรื่องทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง 




แต่ข้อสันนิษฐานของตำรวจกลับตาลปัตร เมื่อจับกุมปรีชาได้ขณะนอนหลับพักผ่อนอยู่ภายในห้องเช่าแห่งหนึ่งย่านพรานนก ตอนสายวันที่ 20 กันยายน 2534 เพียงวันเดียวหลังจากพบศพ ปรีชาสารภาพกับตำรวจโดยไม่สะทกสะท้านว่า

เป็นคนฆ่าหั่นศพจริง แต่ไม่ใช่เทียมตาภรรยาของเขา เป็น "เสาวรส บุพนานนท์" พี่สาวแท้ๆ ของเขาเองวัย 42 ปี เมื่อวันที่ 3 ต่อเนื่องวันที่ 4 ธันวาคม 2531 หรือราว 3 ปีก่อนพบศพ แล้วคำสารภาพก็พรั่งพรูออกจากปากของปรีชา

คืนเกิดเหตุที่ห้องหมายเลข 3 มีเพียงปรีชาและลูกๆ อีก 2 คน ส่วนเทียมตาถูกไล่กลับไปอยู่ที่ จ.ลำพูน บ้านเกิดนานมาแล้ว หลังจากปรีชาจับได้ว่ามีพฤติกรรมนอกใจ เขาให้ลูกๆ นอนอยู่ในห้อง ส่วนตัวเองหลอกพี่สาวมาดื่มเหล้าที่ระเบียงห้อง เมื่อเมาจนได้ที่จึงลงมือบีบคอจนแน่นิ่ง แล้วลากเข้าไปในห้องน้ำ จับกดน้ำจนแน่ใจว่าเสียชีวิตแล้ว จึงนำเสื้อกันฝนมาห่อศพยัดใส่ตู้เสื้อผ้าไว้

เช้าวันต่อมาปรีชาพาลูกไปส่งโรงเรียน โดยกำชับว่าหลังเลิกเรียนให้ไปนอนที่บ้านย่า หลังจากนั้นปรีชาได้ย้อนกลับมาที่ห้องเช่า เพื่อหั่นศพแยกชิ้นส่วน เขาลงมือผ่าท้องเลาะเอาอวัยวะภายในใส่ถุงพลาสติกไปทิ้งที่กองขยะย่านพรานนก ส่วนชิ้นส่วนอื่นๆ ใช้มีดอีโต้สับเป็น 9 ท่อน ทิ้งลงถังน้ำขนาดใหญ่ แล้วใช้น้ำยาดับกลิ่นเทราดบนชิ้นเนื้อ




จากนั้นจึงเก็บข้าวของเครื่องใช้ย้ายออกจากห้องพัก ส่วนสาเหตุการฆ่าหั่นศพครั้งนี้ เกิดจาก ปรีชาโกรธแค้นที่พี่สาวคิดจะฮุบกิจการโรงน้ำแข็งของครอบครัว อีกทั้งยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ครอบครัวของเขาต้องแตกแยก ปรีชาเคยให้การไว้ว่าเขารับไม่ได้ที่พี่สาวทำตัวเหลวแหลก ภายหลังพี่เขยตายไป แถมยังชวนเทียมตาไปเที่ยวเตร่ด้วย คืนเกิดเหตุเขาชวนพี่สาวมาที่บ้านเพื่อพูดคุยถึงเรื่องเหล่านี้ แต่กลับถูกด่าว่าอย่างหยาบคายจึงบีบคอและจับกดน้ำ แล้วลงมือหั่นศพทำลายหลักฐาน

หลังก่อเหตุสยองปรีชายังคงวนเวียนไปตรวจสอบความเรียบร้อยในห้องพัก ที่เขาใช้เป็นสุสานเก็บศพพี่สาวอยู่เป็นประจำตลอด 3 ปี โดยไม่มีใครเอะใจสงสัย กระทั่งศพร้องขอความเป็นธรรม กลิ่นลอยไปแตะจมูกสองเด็กหนุ่มที่เข้ามาเช่าห้องพักข้างเคียง ปรีชาเป็นฆาตกรฆ่าหั่นศพในยุคแรกๆ ต่อมามีคดีลักษณะนี้เกิดขึ้นตามมาบ่อยครั้ง โดยเฉพาะที่ครึกโครมที่สุด คือ คดีฆ่าหั่นศพ "พญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ" โดยผู้ลงมือคือสามีแท้ๆ ของเธอเอง "นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ" นั่นเอง

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

"ตำนานหั่นศพยัดถัง ยุคบุกเบิก"