MagGang.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานของคุณ อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

ออสก้า ฟรังซัว : กุหลาบแห่งแวร์ซายส์ มีตัวตนอยู่จริงหรือ ?

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 4 กรกฏาคม 2561 - 12:04 น.
AA 290

ใน ค.ศ. 1748 อันเป็นรัชสมัยของพระเจ้าหลุยที่ 15 มีสามี-ภริยาคู่หนึ่งได้เข้ารับราชการในราชสำนัก ทั้งสองมีนามว่า ชาร์ลส์ และเจเนเวียฟ เดอออง บุคคลทั้งคู่มีความรู้ดี เมื่อเข้ารับราชการก็ทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงโปรดมาก ทั้งชาร์ลส์และเจเนเวียฟได้รับตราตั้งให้ไปเป็นทูตติดต่อกับต่างประเทศอยู่เสมอ ทั้งที่รัสเซียและอังกฤษ และความสำคัญของทั้งคู่ก็ทวีขึ้นสูงสุดเมื่อดำเนินการสัมพันธ์ทางการทูตให้พระเจ้ายอร์ชที่ 3 แห่งอังกฤษทรงรับเจ้าหญิงโซเฟีย ชาร์ล็อต แห่งเมคเลมบวร์กเป็นพระมเหสี ทำให้พวกเขาได้รับยศเป็นอัศวินแห่งเดอออง



แต่เมื่อถึง ค.ศ. 1774 พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน จนคิดกันว่าถูกลอบปลงพระชนม์ ชาร์ลส์และเจเนเวียฟนั้นไม่ได้อยุ่ที่กรุงปารีสในขณะนั้น พอพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ขึ้นครองราชย์พร้อมกับพระนางมารีอังตัวเน็ตต์ ทางราชสำนักฝรั่งเศสก็เกิดการวุ่นวายกันขึ้น แบ่งพรรคแบ่งพวกกันมีท่าทีว่าจะเกิดกบฏ เมื่อชาร์ลส์และเจเนเวียฟซึ่งอยู่ในต่างประเทศพร้อมกับวอลแตร์รู้เข้าจึงได้รีบลงเรือกลับฝรั่งเศสทันที

เมื่อพวกเขากลับมาถึงปารีส ก็พบว่าในราชสำนักนั้นวุ่นวาย แตกแยกออกเป็นสองฝ่าย พูดให้ร้ายเยาะเย้ยกัน แอบลอบทำร้ายกัน บ้างก็ท้าดวลตัวต่อตัว โดยเฉพาะมาดามเดอบัวมาร์เซียที่ไม่ยอมลงให้กับพระนางมารีอังตัวเนตต์ ต่างก็ถากถาง ด่าว่าประชดกัน แอบปลอมตัวลอบทำร้ายกัน โดยเฉพาะในงานเต้นรำแฟนซีสวมหน้ากาก ชาร์ลส์และเจเนเวียฟนั้นเข้าได้กับทั้งสองฝ่าย แต่พวกเขาก็พยายามสืบเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วบันทึกขึ้นนำถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งมีข้อที่สำคัญอยู่ว่า

ในขณะนั้นข้าราชสำนักชายของฝรั่งเศสชอบดวลกันและมีการลอบทำร้ายกันมาก ไม่น่าจะไว้ใจทั้งสิ้นในความปลอดภัยของทั้งสองพระองค์ แต่ทางแก้นั้นชาร์ลส์มีถวายอยู่เหมือนกัน คือจะต้องหานักดาบฝีมือเยี่ยมมาคุ้มครองพระองค์และพระนางมารีอังตัวเน็ตต์ โดยขอให้ทรงพระราชทานเงินและสัญญาที่จะทรงรับเข้าทำราชการในตำแหน่งผู้รักษาพระองค์ กับจะต้องทรงแต่งตั้งให้เป็นอัศวินของราชสำนักฝรั่งเศสด้วย พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงยอมทุกประการ ได้ลงพระนามในสัญญาและพระราชทานเงินล่วงหน้าพร้อมกับแหวนอัศวินให้ชาร์ลส์และเจเนเวียฟไปดำเนินการ

อันที่จริงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงถามชื่ออัศวินที่จะนำมาคุ้มครองต่อชาร์ลส์แล้ว แต่ชาร์ลส์ทูลว่า การทำเรื่องนี้จะต้องปกปิดมิให้ข้าราชสำนักล่วงรู้ เมื่อเขานำตัวมาถวายก็จะทรงทราบเอง แล้วสองผัวเมียก็นั่งรถเดินทางอย่างเร่งด่วน จากการที่ชาร์ลส์เคยไปมาอังกฤษบ่อย ๆ และรู้ว่าใครเป็นผู้ที่ดวลดาบเก่งที่สุดเท่าที่เขาได้เคยพบมา เพราะเขาก็สนใจการฟันดาบเช่นกัน และรู้ว่าผู้นี้ไม่ใช่บุรุษเพศ จึงต้องทำอุบายอย่างนั้น เพราะรู้ว่าถ้าไม่ทำดังนี้ การที่จะดึงตัวสตรีที่ฟันดาบเก่งที่สุดของยุโรปจากลอนดอนมาที่ปารีสคงจะไม่สำเร็จ ที่ไหนพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จะยอมให้มีสตรีเป็นอัศวิน

แต่เมื่อมีทางนี้อยู่ทางเดียวเท่านั้น และสตรีผู้นี้ก็มิใช่หญิงสาวโสด เธอเคยมีสามีมาแล้ว ดังนั้นเมื่อสองผัวเมียกลับจากลอนดอนมาถึงปารีส ชาร์ลส์และเจเนเวียฟก็นำตัวสตรีนักดาบเข้าเฝ้า ณ พระราชวังแวร์ชายส์ ต่อหน้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 นางกราบทูลแนะนำตัวเองว่านางคือ "มาดามเดอแซงต์ ยอร์จ" ที่พระองค์ทรงรรับไว้ใช้ในราชสำนักในฐานะผู้คุ้มกันและเป็นอัศวินตามสัญญา

ถ้าลองนึกถึงภาพพระพักตร์พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ดู ว่าจะทรงทำอย่างไร แต่จริง ๆ นั้นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงปฏิเสธ แต่พระนางมารีอังตัวเน็ตต์ ทรงพอพระทัยในลักษณะและท่าทางที่เข้มแข็งของมาดามเดอแซงต์ ยอร์ช จึงตรัสว่า เห็นชอบด้วย ขอให้เป็นผู้คุ้มครองพระนางเองก็แล้วกัน โดนเข้าไม้นี้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็ยอม แต่ตรัสย้อนเอาว่า แล้วจะให้เป็นอัศวินของที่ไหนกันเล่า พระนางมารี อังตัวเน็ตต์จึงทรงให้เป็น "อัศวินแห่งเดอออง" เพราะได้พระราชทานแหวนอัศวินแก่มาดามไปแล้ว

จากนั้นพระนางมารีอังตัวเน็ตต์ตรัสว่าจะปล่อยให้แต่งกายตามใจนั้นไม่ได้ ในฐานะที่ต้องเสด็จคุ้มครองพระนาง ทรงสั่งให้ช่างเสื้อตัดกระโปรงยาวเป็นชุดสีกุหลาบอันไม่ฉูดฉาด เวลาพระนางเสด็จไป ณ ที่แห่งใดภาพสตรีแต่งกายด้วยชุดยาวสีกุหลาบสะพายดาบตามเสด็จไปด้วยทุกหนทุกแห่ง การโจษขานร่ำลือทำนองเยาะว่าเป็น "กุหลาบแวร์ซายส์" ก็ดังแซ่ไปทั่วราชสำนัก แต่ก็เป็นผลดีสมความตั้งใจของชาร์ลส์กับเตเนเวียฟที่คิดกันขึ้น คือบรรดาสตรีในราชสำนักที่เคยแบ่งพวกนินทาค่อนขอดกัน ก็กลับรวมหัวกันเข้าติด ที่รวมกันนั้นไม่ใช่อื่นใด รวมกัน "ค่อน" กุหลาบแวร์ซายส์ไปทั้งราชสำนักกันเลย

ข้างผู้ชายกระหายดวลทั้งหลายนั้นเล่า ก็เลิกคิดที่จะดวลกันเองหันมา "ขอด" กุหลาบแวร์ซายส์กันให้สนุกปาก แต่กุหลาบแวร์ซายส์ที่บานเต็มที่แล้วนั้นไม่เคยที่จะแสดงความเก่งกล้าไปท้าใครก่อน แต่เมื่อใดมีใครมาท้าตรง ๆ นางก็จะรับคำท้า และด้วยฝีมือของนาง อัศวินหญิงแห่งเดอออง แม่กุหลาบแวร์ซายส์ก็ทำให้คู่ต่อสู้หมดลาย เพราะดาบของเธอนั้นว่องไวนัก คนที่สบประมาทจะต้องทิ้งดาบหลังจากถูกเธอแทงเข้าให้ แล้วก้มหน้าไปให้พ้นเสียงขับไล่ของเธอ แต่ละคนถูกเธอแทงหูขาดไปข้างหนึ่งทุกคนไป คนแล้วคนเล่าที่พ่ายแพ้ต่อฝีมือดาบของเธอ แต่เธอก็มิได้ฆ่าใครตายเลยแม้แต่คนเดียว

เมื่อถึงตอนนี้ บรรดานางในทั้งหลายดูจะสงบเงียบหุบปากเลิกนินทา แต่ฝ่ายพวกผู้ชายนั้นเล่าไม่เรียกเธอว่ากุหลาบแวร์ซายส์แต่เรียกเธอว่า "นางมังกร" กระเดื่องชื่อไปทั่ว จนที่สุดอัศวินชายที่ฟันดาบเก่งที่สุดของฝรั่งเศสก็ทนไม่ไหว อัศวินผู้นั้นคือ "เจ้าชายเดอกาลส์" ทรงท้ากุหลาบแวร์ซายส์หรือนางมังกรให้มาดวลกันให้เห็นดำเห็นแดง ข่าวการดวลระหว่างอัศวินที่ฟันดาบเก่งที่สุดของฝรั่งเศส จะดวลกับกุหลาบแวร์ซายส์ดังไปทั่วราชสำนัก กำหนดดวลกันที่คาลตันเฮาส์ ทั้งบุรุษและสตรี มาร่วมดูการดวลครั้งนี้มากมาย เพื่อที่จะได้รู้ว่าใครเก่งที่สุด ชั่วครูเดียวการดวลก็ยุติ เพราะเห็นว่าเป็นอัศวินด้วยกันและเป็นเจ้านาย กุหลาบแวร์ซายส์จึงไม่สอยหูเสีย เพียงแต่แทงเอาบ่าเจ้าชายเลือดกระฉุดแพ้ไป ตั้งแต่นั้นมาก็มิได้มีใครค่อนขอดกุหลาบแวร์ซายส์อีก

ครั้นถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 1788 เมื่อเกิดการปฏิวัติกันขึ้นในฝรั่งเศส และต่อมาประชาชนชาวฝรั่งเศสได้พากันไปร้องที่พระราชวังแวร์ซายส์ให้เสด็จไปอยู่ที่ปารีส พอเช้าวันที่ 6 ตุลาคม เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารีพร้อมด้วยพระราชบุตรเสด็จออกจากพระราชวังแวร์ซายส์ไปแล้วโดยไม่มีผู้ใดพบเห็น ตัวกุหลาบแวร์ซายส์ติดตามไปเช่นเคย บรรดาผู้ที่ถูกกุหลาบแวร์ซายส์ฉีกหูทั้งหลายก็แห่กันเข้าไปค้นหาตัวเธอในพระราชวังแต่ก็ไม่เจอ ครั้นบุกไปจนถึงที่ ๆ นางเคยพักอยู่ ณ กลางห้องนอน พวกเขาได้พบกับชุดสีกุหลาบถอดกองอยู่กับดาบประจำกายซึ่งถูกวางทับไว้บนกระโปรงสีสดสวย แต่ตัวเธอไม่อยู่เสียแล้ว กล่าวกันว่าในคืนวันที่ 5 นั้น กุหลาบแวร์ซายส์ได้คุ้มกันพระราชธิดา 2 พระองค์ หลบหนีไปพร้อมกับชาร์ลส์และเจเนเวียฟเดอออง โดยที่นางมีเงินติดตัวไปเพียง 425 ปอนด์ และปืนพกอย่างดีกระบอกเดียว

ณ ชานกรุงลอนดอน มีสตรีท่าทางเรียบร้อยหลบหนีภัยปฏิวัติในฝรั่งเศสมาพำนักอยู่ โดยที่นางใช้ชื่อว่า "มิสซิสโคล" ไม่มีใครรู้ว่านางเป็นใคร แต่ก็มีผู้ที่ลี้ภัยไปจากราชสำนักฝรั่งเศสไปพบเธอเข้า และจำได้ว่าเธอคือกุหลาบแวร์ซายส์ที่หายสาบสูญไปนั่นเอง เธอใช้ชีวิตอย่างสงบ ณ กรุงลอนดอน จนกระทั่งเสียชีวิตลงในวันที่ 21 พฤษภาคม 1810

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

ออสก้า ฟรังซัว : กุหลาบแห่งแวร์ซายส์ มีตัวตนอยู่จริงหรือ ?