MagGang.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานของคุณ อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

เสียงกรีดร้องของเบียทริซ

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคม 2561 - 10:00 น.
AA 93

นี่คืออาญากรรมที่น่าเศร้าที่ถูกลิขิตให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมที่โหดร้าย เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 16 ในวันที่ 11 กันยายน 1599 ทางการได้ประหารผู้หญิงสองคนคือ เบียทริซ เซนซิ อายุ 23 ปี และ ลูเครเซีย เพโทรนี่ แม่เลี้ยงของเธอ ฐานฆาตกรรมฟรานเซสโก เซนซี ซึ่งเป็นพ่อของเบียทริซ และสามีของลูเครเซีย ทั้งคู่ได้ฆ่าเขาด้วยการตอกประตูเข้าใส่ดวงตาทั้งสองข้าง กลางกระหม่อมและคอหอย อีกทั้งยังทุบด้วยกระบองซ้ำ โดยพวกเธอสมคบคิดกับพี่ชายสองคนและเจ้าหน้าที่ตำรวจสองคนห้จัดฉากเหมือนตกระเบียงตายไปเอง

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องโหดร้าย ลูกฆ่าพ่อแท้ ๆ ของตนอย่างโหดเหี้ยม อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบประวัติของผู้ตายฟรานเซสโก เซนซีแล้วก็พบเรื่องที่น่าตกใจ ฟรานเซสโก เซนซีเป็นลูกชายของโป๊ปปิรัสที่ 5 ผู้ร่ำรวย หลังบิดาตายแล้วเขาก็ได้ตำแหน่งและอำนาจจากบิดา อย่างไรก็ตาม ฟรานเซสโกนั้นเป็นชายที่สมควรที่ถูกประณามมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เขาเป็นคนหลงใหลเงินและอำนาจ และเป็นคนชอบเรื่องเพศแบบผิดศีลธรรม เขามักสั่งให้ลูกน้องเขาฉุดผู้หญิงอื่นโดยไม่สนว่าเธอมีสามีหรือเธอต้องการให้ทำแบบนั้นหรือไม่ และเมื่อเขาย่ำยีผู้หญิงคนนั้นจนสาแก่ใจ ก็ทิ้งพวกเธออย่างไม่ใยดี และเมื่อเขาถูกจับ เขาก็รอดได้ทุกครั้ง เพราะเงินและอำนาจจนทางการไม่สามารถเอาผิดเขา

ฟรานเซสโกนั้นมีลูกถึง 12 คน จากภรรยาคนแรก แต่เขาเกลียดลูก ๆ ทุกคน ว่ากันว่าลูกชายคนโตสองคนแรกตายไป เซนซีไม่ร้องไห้สักหยด ที่น่าตกใจเขายังข่มขืนลูกสาวแท้ๆ ของตนก็คือ เบียทริซ เซนซิ เป็นเวลานาน จึงไม่แปลกใจเลยว่าที่เธอจะตัดสินใจที่จะฆ่าเธออย่างโหดร้ายเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของพ่อ ดูแล้วน่าเห็นใจด้วยซ้ำ หากแต่เพราะความยุติธรรมของกฎหมายเธอกับพรรคพวกถูกทรมานอย่างโหดร้ายในการสอบสวนเพื่อหาความจริง แต่บีทริซยังคงแสดงความกล้าหาญและความมั่งคง และไม่แสดงความเสียใจในสิ่งที่ตนเคยทำลงไป

แม้ว่าเบียทริซจะเสียชีวิตลงไปนานแล้ว แต่เรื่องราวของเธอก็ได้กลายเป็นสาวแห่งความบริสุทธิ์และเทพีแห่งความงาม เรื่องราวของเธอได้ถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจแก่ภาพวาดและบทละครจนกลายเป็นตำนานเล่าขานที่มีชื่อเสียงของประเทศอิตาลี


เบยทริซ เซนซี (Beatrice Cenci)

เบียทริซ เซนซี (6 กุมภาพันธ์ 1577-11 กันยายน 1599) เป็นผู้หญิงชนชั้นสูงชาวอิตาเลียน เธอมีชื่อเสียงจากการฆ่าของตนเองคือ ซึ่งเป็นขุนนางที่มีนิสัยโหดร้ายและมีพฤติกรรมผิดศีลธรรม แม้ว่าเหตุผลที่เธอฆ่าจะน่าเห็นใจ แต่สมเด็จพระสันตะปาปาแห่งกรุงโรมนั้นจำเป็นต้องทำตามกฎหมาย ด้วยการสั่งประหารเธอกับแม่เลี้ยง

ตามตำนานกล่าวว่าเบียทริซอาศัยอยู่ในปราสาท La Rocca of Petrella Salto เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโรม โดยเธอมีพ่อชื่อฟรานเซสโก เซนซี เป็นขุนนางชั้นสูงที่มีนิสัยชอบทำร้ายภรรยาและลูก อีกทั้งยังร่วมประเวณีระหว่างพี่น้องกับเธอ แม้ว่าเขาจะได้การตัดสินจำคุกจากคดีอื่นๆ แต่เพราะมีฐานะความเป็นขุนนางทำให้ไม่มีใครกล้าลงโทษทำให้เขาได้รับการปล่อยตัวออกมาทุกครั้ง แม้ว่าเบียทริซจะพยายามแจ้งความแก่หน่วยงานหลายครั้งแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ว่าคนในเมืองจะทราบวีรกรรมชั่วของพ่อของนางก็ตาม ต่อมาเมื่อฟรานเซสโกรู้ว่าลูกสาวของตนแอบเอาเรื่องของเขาไปแจ้งความเขาจึงพยายามส่งลูกสาวและลูเครเซียออกจากปราสาทเพื่อไปอยู่ที่อื่น ส่งผลทำให้พวกเธอไม่มีทางเลือกจึงหาทางกำจัดฟรานเซสโก

ตามตำนานเล่าอีกว่า เบียทริซเป็นสาวรุ่นที่มีความสวยสดงดงามมาก เป็นเหตุทำให้เป็นที่หลงใหลในชายหนุ่มมากมายในเมือง ทุกวันจะมีคนมาสู่ขอเธอแต่งาน หากแต่สำหรับฟรานเซสโกไม่พอใจ และปฏิเสธคนที่มาสู่ขอทุกครั้ง พร้อมประกาศว่าเบียทริซลูกแท้ ๆ ของเขามีความสัมพันธ์เกินกว่าพ่อลูก แน่นอนเมื่อหลายคนได้ฟังแค่นี้ย่อมไม่พอใจ กูเออราก็เป็นหนึ่งในคนที่มาสู่ขอเบียทริซ (อีกตำนานบอกว่าเป็นคนรักลับของเบียทริซ) ได้ไปถามเธอว่าเป็นจริงหรือไม่ เธอตอบว่าจริง กูเออราเลยโกรธแค้นและร่วมมือสังหาร กูเออราวางแผนฆาตกรรมเซนซี โดยมีแม่เลี้ยงของเบียทริซชื่อ ลูเครเซีย พี่ชายสองคนของเธอที่ชื่อ จิอาโคโมและเบอร์นาโดเข้าร่วมแผนฆาตกรรมนี้ด้วย นอกจากนั้นจิอาโคโมยังจ้างเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายคือ มาร์ซิโอ และโอลิมปิโอซึ่งเคยมีความแค้นกับฟรานเซสโกอยู่ก่อนหน้าอยู่แล้วให้มาร่วมแผนนี้ด้วย

ในตอนเย็นของวันที่ 9 กันยายน ค.ศ.1598 เหตุการณ์ก็ได้เริ่มขึ้น พวกผู้หญิงได้ผสมฝิ่นเข้าไปในไวน์ให้เซนซีดื่ม เซนซีดื่มในตอนนั้นอย่างหนักจนเขาเมาหลับไป หลังจากนั้นผู้ชายสองคนก็เข้ามาในห้องเพื่อฆ่าเขาด้วยการตอกประตูเข้าใส่ดวงตาทั้งสองข้าง กลางกระหม่อม และคอหอย เซนซีซวนเซเจ็บปวดทรมานและตกระเบียงลงด้านล่าง ทำให้การฆาตกรรมในครั้งนี้เสมือนกับว่าเขาเมาจนลื่นตกระเบียงตายไปเอง


เบียทริซถูกนำตัวไปสอบสวน

เวลาประมาณ 7 โมงเช้า ของวันที่ 9 กันยายน 1598 สาวใช้ผู้หญิงคนหนึ่งได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นภายนอกปราสาท ซึ่งจับความได้ว่าขุนนางฟรานเซสโก อายุ 52 ปีได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุตกระเบียง และเมื่อเบียทริซมองเห็นเธอ ก็เรียกตัวเธอขึ้นมา ดูเผินๆ ขุนนางฟรานเซสโกนั้นเหมือนตกลงระเบียงไม้ชั้นบนของปราสาท (ประมาณ 13 เมตร) ซึ่งเวลานั้นเบียทริซเงียบจนน่ากลัว แตกต่างจากแม่เลี้ยงของเธอที่ส่งเสียงกรีดร้องลั่นไปทั่วปราสาท อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เชื่อเหตุการณ์ดังกล่าว และเนื่องด้วยอำนาจของผู้ตาย ทำให้ทางการจึงสอบสอนแบบเข้มข้น สามพี่น้องและผู้เกี่ยวข้องของคดีถูกนำตัวไปทรมานเพื่อเอ่ยปากสารภาพ 

เบียทริซถูกถอดเสื้อผ้าออกและจับมือไขว้หลังเอาไว้และถูกยกตัวสูงเหนือพื้น ก่อนที่จะทิ้งตัวเธอลงมากระแทกพื้นทุกครั้งที่เธอไม่ยอมรับสารภาพ ส่วนพี่ชายสองคนนั้นใช้วิธีจี้ตัวด้วยคีมเหล็กเผาไฟ ผลสรุปของการทรมานคือเบียทริซทนกว่าพี่ชายสองคนของเธอ โดยเบอร์นาโดยอมรับสารภาพก่อนใคร ๆ แม้คำสารภาพของเธอทำให้สังคมต่างเห็นใจในตัวบีทริซ แต่สุดท้ายบทลงโทษนั้นก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 1599 สามพี่น้องถูกนำตัวไปประหาร โดยเบียทริซถูกตัดหัวออกเป็นคนแรก และเพชฌฆาตได้ยกหัวเธอขึ้นให้พยานได้ดูกันจะ ๆ กับตา

ต่อมาก็ตามด้วยลูเครเซียแม่เลี้ยงของเบียทริซในขณะที่จิอาโคโมถูกนำตัวไปประหารด้วยค้อนยักษ์ทุบหัว ส่วนเบอร์นาโดถูกลดหย่อนโทษในนาทีสุดท้ายจากความเห็นใจจากสังฆราชฯ เหลือเพียงโทษจำคุกตลอดชีวิต (ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวต่อมา ส่วนมาร์ซิโอนั้นเสียชีวิตจากการถูกทรมานก่อนหน้าที่จะถูกนำตัวไปประหาร และจอมวางแผนการกูเออราสุดท้ายเขานี้รอดไปได้และหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย (บ้างก็ว่าคนรักของเบียทริซถูกทรมานและเสียชีวิตโดยไม่ต้องเปิดเผยความจริง)



เบียทริซในระหว่างการสอบสวน

เบียทริซและแม่เลี้ยงถูกประหารท่ามกลางการประท้วงของคนทั้งกรุงโรมที่ได้ทราบสาเหตุการฆาตกรรม แม้ว่าทางศาลจะมีการสั่งยกเลิกชั่วคราว แต่สมเด็กพระสันตปะปากลัวอิทธิพลตระกูลของฟรานเซสโก เซนซีทำให้จำใจประหารเบียทริซและแม่เลี้ยง เมื่อวันที่ 11 กันยายน 1599 ในบริเวณสะพานนั่งร้านสุสานของเฮเดรีย (หรือเป็นที่รู้จักกันในปราสาทเทวดา) หลังเบียทริซถูกประหาร ศพของเธอถูกฝังอยู่ในโบสถ์ซานปิเอโตร มอนโตริโอ (San Pietro in Montorio) สำหรับคนกรุงโรมแล้ว เธอได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความต่อต้านที่มีต่อชนชั้นสูงเย่อหยิ่ง และนอกจากนี้ยังมีตำนานกล่าวว่าทุกคืนในวันที่เธอจะตาย เธอมักปรากฏตัวในสภาพไร้ศีรษะที่สะพานใกล้จุดที่เธอเสียชีวิต

เรื่องราวของเบียทริซยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวกรุงโรม จนถูกนำมาสร้างเป็นวรรณกรรม ละครเวที โอเปร่า นิยาย ดนตรี และศิลปะมากมาย ที่โดดเด่นคือภาพวาดเบียทริซ วาดโดย กวีโด เรนี (1575–1642) ประติมากร HG Hosmer: Beatrice Cenci ผลงานของแฮเรียต ฮอสเมอร์ นอกจากนี้ยังมีละครวิทยุ “The Cenci Family” (2004) ทางด้านภาพยนตร์มีภาพยนตร์อิตาลีกำกับโดยลูชิโอ้ ฟูลชี่ “Beatrice Cenci “ที่ฉายในปี 1969 โดยภาพยนตร์จั่วหัวว่าเป็นเรื่องราวของท่านผู้หญิงอิตาลีกับคนรักและครอบครัวของเธอร่วมมือฆ่าพ่อของเธอที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม นำไปสู่ความสับสนวุ่นวายในสังคมชาวโรมันและโบสถ์คาทอลิกในอิตาลีศตวรรษที่ 16

#ตุ๊ดพูดครับ : ToodPoodKrub
นี่มัน โลกของความจริง อย่าโลกสวย อย่ามโน .... Get ป่ะ !!!

· Twitter : @toodpoodkrub
· Facebook : ตุ๊ดพูดครับ
· Instagram : @toodpoodkrub
· Maggang : https://itellghoststory.maggang.com/
· Wordpress.com : https://toodpoodkrub.wordpress.com/

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

เสียงกรีดร้องของเบียทริซ